“บลจ.กรุงไทย”...ขาย 2 ‘Term Fund’ ต่างประเทศ ชูยิลด์ 1.8-2.0%

>>

“บลจ.กรุงไทย”...ส่ง 2 ‘Term Fund’ ลุยตราสารหนี้ต่างประเทศ อายุ 6 เดือน และ 1 ปี คาดผลตอบแทน 1.8-2.0% ต่อปี ปลื้มยอด IPO ‘กอง KT-EMEQ’ กว่า 600 ล้านบาท ชูหุ้นตลาดเกิดใหม่ยังน่าสนใจ เหตุแนวโน้มเติบโตดี-ราคาถูก                                         


นางชวินดา
 หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่ายกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 2 กองทุนให้นักลงทุนได้เลือกตามความเหมาะสม ได้แก่ 

  • กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ246 (KTFF246) อายุโครงการ 6 เดือน
  • กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 249 (KTFF249) อายุโครงการ 12 เดือน 


“โดยเสนอขายตั้งแต่วันนี้- วันที่ 2 ก.ค. 19 เงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท เน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 80% คาดผลตอบแทน ‘กอง KTFF246’ อายุ 6 เดือน อยู่ที่ 1.80% ต่อปี และ ‘กอง KTFF249’ อายุ 12 เดือน อยู่ที่ 2.00% ต่อปี

 
( นางชวินดา หาญรัตนกูล )


นางชวินดา ยังกล่าวอีกว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุ ตามการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) น่าจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมในเดือนก.ค.นี้ โดยอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุคงเหลือ 2 ปี ปรับตัวลดลง 7 bps. มาอยู่ที่ 1.77% ต่อปี อายุคงเหลือ 5 ปี ปรับตัวลดลง 5 bps. มาอยู่ที่ 1.80% ต่อปีและอายุคงเหลือ 10 ปี ปรับตัวลดลง 2 bps. มาอยู่ที่ 2.07% ต่อปี 


“โดย ‘กอง KTFF246’ และ ‘กอง KTFF249’ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางและต้องการโอกาสรับผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้”


นอกจากนี้หลังจากที่บริษัทได้เปิดการเสนอขายครั้งแรก ( IPO) กองทุนเปิดเคแทม อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-EMEQ) ระหว่างวันที่ 17- 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีจากกนักลงทุนมียอดเงินลงทุนกว่า 600 ล้านบาท พร้อมเปิดเสนอขายครั้งถัดไปในวันที่ 2 ก.ค. 19 ผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย และผู้สนับสนุนการขายกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ เงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000  บาท 


“ทั้งนี้ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์บริษัทมองว่า ‘Emerging Markets Equity : หุ้นตลาดเกิดใหม่ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการคือ เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ (EM) มีศักยภาพการเติบโตสูง และราคาหุ้นยังถูก” 


นางชวินดา กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดย IMF คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของ EM +4.4% ในปีนี้และ +4.8% ในปี 2020 (เทียบกับ 1.8% และ 1.7% ของตลาดพัฒนาแล้ว) เศรษฐกิจ EM มีศักยภาพการเติบโตสูงเนื่องจาก
 

  1. โครงสร้างประชากร หลายประเทศ EM มีอายุเฉลี่ยน้อย โดยเฉพาะในแอฟริกาและลาตินอเมริกา สัดส่วนคนวัยทำงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต
      
  2. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศ EM ส่วนใหญ่ยังมีโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ จึงมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนด้านนี้อีกมาก
     
  3. การปฏิรูป ช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพแก่ระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่เดินหน้าปฏิรูปในด้านต่างๆได้ดี เช่น ระบบราชการ ภาษี กฎหมาย ภาคธนาคาร อุตสาหกรรม การศึกษา ฯลฯ จะดึงดูดเงินลงทุนในระยะยาว
        
  4. ชนชั้นกลางขยายตัว มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อน “การบริโภค” ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว


นอกจากนี้ หุ้น EM มีระดับราคาถูก หลายแห่งถูกกว่าหุ้นของตลาดพัฒนาแล้วมาก หลังจาก EMเผชิญปัจจัยกดดันสาคัญ 2 ประการ ในช่วงปีเศษๆ ที่ผ่านมา 

  1. เฟดขึ้นดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็งค่า กดดันหุ้น EM ร่วงลงจนเข้าสู่ภาวะหมี (bear market) แต่ในที่สุดเฟดก็หยุดพักการขึ้นดอกเบี้ย และเริ่มส่งสัญญาณว่า ดอกเบี้ยอาจปรับลดลงในระยะถัดไป ส่งผลให้ดอลลาร์กลับอ่อนค่า “ปัจจัยกดดัน” EM ในปีที่แล้ว จึงพลิกกลับเป็น “ปัจจัยหนุน” ในปีนี้ ขับเคลื่อน Fund Flows ให้มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ Emerging Markets
      
  2. ‘สงครามการค้า สหรัฐ-จีน’ ได้แปรเปลี่ยนเป็น “สงครามเย็นด้านเทคโนโลยี” ในระยะยาว ภาคธุรกิจตลอดจนรัฐบาลประเทศต่างๆ รับรู้และเริ่มปรับตัว ดังนั้น ‘กอง KT-EMEQ’ จึงเป็นหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และควรพิจารณามีไว้ในพอร์ตการลงทุน เพื่อโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว”